top of page

Vacuum Pump Selection Guide

คู่มือเลือก Vacuum Pump สำหรับงานห้องปฏิบัติการ
คู่มือเลือก Vacuum Pump สำหรับงานห้องปฏิบัติการ

Vacuum Pump หรือปั๊มสุญญากาศ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ลดความดันภายในระบบ เพื่อรองรับกระบวนการต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ เช่น การกรอง การระเหยสาร การอบแห้งภายใต้สุญญากาศ และการเตรียมตัวอย่าง


ปั๊มสุญญากาศแต่ละประเภทมีความสามารถในการสร้างระดับสุญญากาศ อัตราการสูบ และความทนทานต่อสารเคมีแตกต่างกัน


การเลือก Vacuum Pump ที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากลักษณะการใช้งาน ระดับความดันที่ต้องการ ชนิดของสารที่สัมผัสกับระบบ และข้อกำหนดด้านการบำรุงรักษา


1. รู้จักประเภทของ Vacuum Pump

Diaphragm Vacuum Pump

ปั๊มสุญญากาศแบบไดอะแฟรมใช้การเคลื่อนที่ของแผ่นไดอะแฟรมเพื่อดูดและระบายก๊าซออกจากระบบ

จุดเด่นคือสามารถทำงานแบบไม่ใช้น้ำมันในห้องสูบ (Oil-Free) จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของน้ำมัน และลดภาระการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน


เหมาะสำหรับงาน เช่น

  • Vacuum Filtration

  • Rotary Evaporation เมื่อเลือกปั๊มที่รองรับระดับสุญญากาศที่ต้องการ

  • การดูดอากาศออกจากระบบขนาดเล็ก

  • งานเตรียมตัวอย่างทั่วไป

สำหรับงานที่มีไอสารเคมีหรือตัวทำละลาย ควรเลือก Chemical-Resistant Diaphragm Pump ที่วัสดุภายในระบบสัมผัสสารมีความทนทานเหมาะสม


Rotary Vane Vacuum Pump

ปั๊มสุญญากาศแบบโรตารีเวนใช้ใบพัดหมุนภายในห้องสูบ โดยรุ่นที่ใช้น้ำมันสามารถสร้างสุญญากาศระดับลึกกว่าปั๊มไดอะแฟรมทั่วไปหลายรุ่น


เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความดันต่ำ เช่น

  • งานสุญญากาศสำหรับระบบ Schlenk Line

  • การอบแห้งและการระเหยสารภายใต้ความดันต่ำ

  • งาน Freeze Drying บางประเภท เมื่อใช้ร่วมกับระบบและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

ข้อควรพิจารณาคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน การจัดการไอระเหย และความทนทานต่อสารเคมีของระบบ


Dry Screw Vacuum Pump

ปั๊มสุญญากาศแบบสกรูแห้งใช้กลไกสกรูในการเคลื่อนย้ายก๊าซ โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในห้องสูบ

ปั๊มประเภทนี้บางรุ่นสามารถสร้างสุญญากาศระดับลึก และเหมาะกับงานที่ต้องการลดการปนเปื้อนจากน้ำมัน ทั้งนี้ความทนทานต่อสารเคมีขึ้นอยู่กับการออกแบบและวัสดุของรุ่นนั้นๆ


2. พิจารณาระดับสุญญากาศที่ต้องการ

Ultimate Vacuum คือค่าความดันต่ำสุดที่ปั๊มสามารถสร้างได้ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด

โดยทั่วไป ค่ายิ่งต่ำแสดงว่าปั๊มสามารถสร้างสุญญากาศได้ลึกขึ้น


ตัวอย่างเช่น

  • 100 mbar: เป็นความดันที่สูงกว่า 10 mbar จึงมีระดับสุญญากาศตื้นกว่า

  • 10 mbar: มีระดับสุญญากาศลึกกว่า 100 mbar

  • 1 mbar: มีความดันต่ำกว่า 10 mbar

  • 0.001 mbar: เป็นระดับความดันต่ำมากสำหรับงานสุญญากาศเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม ระดับสุญญากาศที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกระบวนการ ไม่จำเป็นต้องเลือกปั๊มที่สร้างสุญญากาศได้ลึกที่สุดเสมอไป


3. ตรวจสอบอัตราการสูบ (Pumping Speed)

Pumping Speed คือความสามารถของปั๊มในการเคลื่อนย้ายปริมาณก๊าซจากระบบต่อหน่วยเวลา โดยมักระบุเป็น L/min หรือ m³/h


การเลือกอัตราการสูบควรพิจารณาจาก

  • ปริมาตรของระบบที่ต้องการลดความดัน

  • ปริมาณก๊าซหรือไอที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ

  • ระยะเวลาที่ต้องการให้ระบบถึงระดับความดันเป้าหมาย

  • ความต้านทานการไหลจากท่อ ข้อต่อ และอุปกรณ์ประกอบ

ปั๊มที่มีอัตราการสูบสูงไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกกระบวนการ โดยเฉพาะงานที่ต้องการควบคุมการระเหยอย่างนุ่มนวล


4. เลือกความทนทานต่อสารเคมีให้เหมาะกับงาน

สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับตัวทำละลายอินทรีย์ กรด หรือสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ควรตรวจสอบวัสดุของชิ้นส่วนที่สัมผัสกับก๊าซและไอระเหย (Wetted Materials)


Chemical-Resistant Vacuum Pump มักใช้วัสดุที่ได้รับการออกแบบให้ทนต่อสารเคมี เช่น ฟลูออโรพอลิเมอร์บางประเภท


อย่างไรก็ตาม ไม่มีวัสดุใดทนต่อสารเคมีทุกชนิด จึงควรตรวจสอบ Chemical Compatibility และเงื่อนไขของกระบวนการก่อนเลือกใช้งาน


5. เลือก Vacuum Pump ตามประเภทการใช้งาน

Vacuum Filtration

งานกรองผ่านสุญญากาศโดยทั่วไปใช้ปั๊มที่สร้างความดันต่ำกว่าบรรยากาศได้เพียงพอสำหรับกระบวนการ โดย Diaphragm Pump เป็นตัวเลือกที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย


Rotary Evaporation

ควรเลือกปั๊มที่ทนต่อไอตัวทำละลายและสามารถควบคุมระดับสุญญากาศได้เหมาะสม เพื่อช่วยควบคุมการระเหยและลดความเสี่ยงจากการเดือดกระแทก


Vacuum Drying

ต้องพิจารณาความดันที่กระบวนการต้องการ ปริมาณไอระเหย และความเข้ากันได้ระหว่างปั๊มกับตู้อบสุญญากาศ


Freeze Drying

บางระบบต้องการระดับสุญญากาศลึก โดยควรเลือกปั๊มที่ตรงตามข้อกำหนดของเครื่อง Freeze Dryer รวมถึงระบบดักไอและการป้องกันความชื้น


6. พิจารณาการควบคุมและการบำรุงรักษา

นอกจากประสิทธิภาพการสูบ ควรตรวจสอบองค์ประกอบเพิ่มเติม เช่น

  • Vacuum Controller สำหรับควบคุมความดันในกระบวนการ

  • Vacuum Gauge สำหรับติดตามค่าความดัน

  • Cold Trap หรือ Separator สำหรับช่วยป้องกันไอและของเหลวเข้าสู่ปั๊ม

  • Exhaust Management สำหรับจัดการก๊าซและไอระเหยที่ระบายออก

  • Noise Level และขนาดเครื่องที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน

  • Maintenance Requirements และการจัดหาอะไหล่

ควรออกแบบการระบายไอระเหยให้เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับตัวทำละลายหรือสารเคมีอันตราย


สรุป

การเลือก Vacuum Pump ไม่ควรพิจารณาเฉพาะกำลังของเครื่องหรือระดับสุญญากาศสูงสุด แต่ควรคำนึงถึง Ultimate Vacuum, Pumping Speed, Chemical Resistance และความต้องการของกระบวนการเป็นหลัก


Diaphragm Pump เหมาะกับงานทั่วไปและงานที่ต้องการระบบ Oil-Free ขณะที่ Rotary Vane Pump และ Dry Screw Pump บางรุ่นเหมาะกับงานที่ต้องการสุญญากาศระดับลึกกว่า


การเลือกปั๊มให้เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระการบำรุงรักษา และสนับสนุนความปลอดภัยในการทำงานของห้องปฏิบัติการ


ค้นหา Vacuum Pump และอุปกรณ์ระบบสุญญากาศที่เหมาะกับการใช้งานของคุณ


bottom of page